เหตุใดข้อบังคับบริษัทจึงไม่เพียงพอ
ข้อบังคับบริษัทคือธรรมนูญของบริษัทที่จดทะเบียนและเปิดเผยต่อสาธารณะ และบริษัทไทยส่วนใหญ่ใช้แบบมาตรฐานซึ่งไม่ได้กล่าวถึงองค์ประชุมที่ต้องการ ข้อจำกัดการโอนหุ้น หรือเรื่องที่ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นพิเศษเลย ส่วนสัญญาผู้ถือหุ้นคือสัญญาส่วนตัวระหว่างตัวบุคคล และเป็นที่อยู่จริงของข้อตกลงทางการค้า
อำนาจควบคุม ใครตัดสินใจเรื่องใด
ที่นั่งในคณะกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนาม และบัญชีเรื่องที่ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์หรือเป็นพิเศษ เช่น การกู้ยืม รายจ่ายลงทุนเกินวงเงินที่กำหนด การจ้างผู้บริหารระดับสูง และการเริ่มธุรกิจใหม่ หากไม่มีบัญชีเรื่องดังกล่าว อำนาจควบคุมในทางปฏิบัติมักตกอยู่กับผู้ที่อยู่หน้างาน ซึ่งแทบไม่ตรงกับสิ่งที่นักลงทุนฝ่ายที่ไม่ได้บริหารเข้าใจไว้
เรื่องเงิน การลงทุนเพิ่ม การถูกลดสัดส่วน และผลกำไร
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทต้องการเงินทุนเพิ่มและผู้ถือหุ้นรายหนึ่งไม่สามารถหรือไม่ยอมลงเงิน การเรียกเงินลงทุนเพิ่ม กลไกการลดสัดส่วนการถือหุ้น และเงินกู้จากผู้ถือหุ้น ควรเขียนไว้ก่อนที่จะขาดสภาพคล่องครั้งแรก เพราะนั่นคือจังหวะที่ความเข้าใจซึ่งไม่ได้เขียนไว้กลายเป็นข้อพิพาทเรื่องความเป็นธรรม
ทางตัน ข้อสัญญาที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้ใช้
การถือหุ้นเท่ากันหมายความว่าไม่มีฝ่ายใดผ่านมติได้เพียงลำพัง ความเห็นไม่ตรงกันครั้งแรกที่จริงจังจึงทำให้บริษัทหยุดนิ่ง เว้นแต่ได้เขียนกลไกไว้ล่วงหน้า เช่น เสียงชี้ขาด การให้ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัย หรือเงื่อนไขซื้อ-ขายหุ้นระหว่างกัน การถือหุ้นห้าสิบต่อห้าสิบโดยไม่มีข้อกำหนดแก้ทางตัน คือหนทางที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ความร่วมมือที่ดีกลายเป็นทางตันซึ่งขายต่อไม่ได้
การถอนตัว ตกลงตอนนี้ ไม่ใช่ตอนนั้น
ข้อจำกัดการโอนหุ้น สิทธิซื้อก่อน สิทธิลากตามและสิทธิตามไปด้วย รวมถึงวิธีประเมินมูลค่าที่ตกลงกันไว้ จะเปลี่ยนการถอนตัวให้เป็นขั้นตอนที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะเป็นการเจรจากับคนที่ไม่ปรารถนาดีต่อท่านอีกต่อไป ข้อสัญญาชุดเดียวกันนี้ยังครอบคลุมการออกจากบริษัทที่ไม่มีใครวางแผนไว้ ทั้งการเสียชีวิต การไร้ความสามารถ หรือผู้ถือหุ้นที่อยู่ ๆ ก็เลิกมีส่วนร่วม